สหสัมพันธ์และการถดถอย

ตัวอย่างที่ 1

เรื่อง : การพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสายวิชาบริหารธุรกิจ โรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครจากบุคลิกภาพนักธุรกิจและคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ผู้วิจัย : ทัศนีย์ แสนพลพัฒน์
ปี : 2541
หน่วยงาน : ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

X1 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการมองโลกในแง่ดี
X2 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความเชื่อมั่นในตนเอง
X3 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความมุ่งมั่น
X4 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกล้าแสดงตัว
X5 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการพึ่งตนเอง
X6 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกระตือรือร้น
X7 = คะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกล้าเสี่ยง
X8 = คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
Y = ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

2. ค้นหาตัวพยากรณ์ที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาการบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนจากแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจแต่ละด้าน คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง โดยใช้สูตรของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) และทดสอบนัยสำคัญทางสถิติของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ปรากฏผลดังแสดงในตาราง 5

ตาราง 5 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพนักธุรกิจแต่ละด้าน คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี

ตัวแปรX1X2X3X4X5X6X7X8Y
X1
X2
X3
X4
X5
X6
X7
X8
Y
1.00000.6071**
1.0000
0.3481**
0.5452**
1.0000
0.2945**
0.4451**
0.4937**
1.0000
0.3896**
0.4417**
0.4278**
0.4919**
1.0000
0.3340**
0.3329**
0.2036**
0.2814**
0.4990**
1.0000
0.3102**
0.4454**
0.5152**
0.4467**
0.5543**
0.3686**
1.0000
0.1748**
0.1694**
0.1131*
0.0993
0.0785
0.2591**
0.0960
1.000
0.2283**
0.1784**
0.1364*
0.1425*
0.1566**
0.2838**
0.1170*
0.7269**
1.0000
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตาราง 5 พบว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในของบุคลิกภาพนักธุรกิจแต่ละด้าน และคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาการบัญชีมีค่าอยู่ระหว่าง 0.0785 ถึง 0.6071 โดยบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความมุ่งมั่นกับคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกล้าแสดงตัว ด้านการพึ่งตนเอง ด้านความกล้าเสี่ยงกับคะแนนเฉลี่ยนสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ นอกนั้นมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพนักธุรกิจแต่ละด้าน และคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.1170 ถึง 0.7269 และมีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ทุกค่า โดยคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสุด ส่วนบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกล้าเสี่ยงมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงต่ำสุด
ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเป็นเกณฑ์ บุคลิกภาพนักธุรกิจ 7 ด้าน และคะแนนเฉลี่ยนสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเป็นตัวพยากรณ์ ผลปรากฏดังแสดงในตาราง 6

ตาราง 6 การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเมื่อใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชีเป็นเกณฑ์

Source of VariationdfSSMSF
Regression
Residual
3
303
42.3866
35.5224
14.1289
0.1172
120.5168**
Total
30677.9090 . .
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 6 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาวิชาการบัญชี มีความสัมพันธ์กันเชิงเส้นตรงกับตัวแปรที่ศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ได้ จึงคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานและคะแนนดิบ รวมทั้งสร้างสมการถดถอยพหุคูณ ดังแสดงในตาราง 7 ถึงตาราง 8

ตาราง 7 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหคูณระหว่างบุคลิกภาพนักธุรกิจ คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี

ตัวพยากรณ์RR2F
X8
X8, X1
X8, X1, X6
0.7269
0.7342
0.7376
0.5284
0.5390
0.5441
341.7842**
177.7214**
120.5168**
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 7 ปรากฏว่าตัวพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่ถูกเลือกเข้ามาก่อนคือ คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เมื่อเพิ่มตัวพยากรณ์คือ บุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการมองโลกในแง่ดี พบว่าค่าสหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อเพิ่มตัวพยากรณ์ คือด้านความกระตือรือร้น พบว่าค่าสหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่เมื่อเพิ่มตัวพยากรณ์คือ ด้านการพึ่งตนเองเข้าไปพบว่า ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่า ตัวพยากรณ์ที่เพิ่มขึ้นให้ผลน้อยมาก จึงไม่สมควรนำมาใช้เป็นตัวพยากรณ์ และเมื่อเพิ่มตัวพยากรณ์ตัวอื่น ๆ เข้าไปก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ตัวพยากรณ์ที่ดีที่สามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี คือ คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ บุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการมองโลกในแง่ดี และด้านความกระตือรือร้น จึงคำนวณหาค่าน้ำหนักความสำคัญของการพยากรณ์ และสร้างสมการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ดังแสดงในตาราง 8

ตาราง 8 ค่าน้ำหนักความสำคัญของการพยากรณ์ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาวิชาการบัญชี โดยวิธี Stepwise

ตัวพยากรณ์BetabSEb
คะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (X8)
ด้านการมองโลกในแง่ดี (X1)
ด้านความกระตือรือร้น (X6)
0.6927
0.0814
0.0772
0.7847
0.0134
0.0129
0.0457
0.0068
0.0070
a = 0.0962
R = 0.7376
R2 = 0.5441
SEest = 0.3424
F = 120.5168***
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 8 พบว่ามีค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนมาตรฐานของคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ บุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการมองโลกในแง่ดี และด้านความกระตือรือร้น ส่งผลทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาขาวิชาการบัญชี มีค่าเท่ากับ 0.6927, 0.0814 และ 0.0772 ตามลำดับ โดยคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพส่งผลทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสุด และบุคลิกภาพนักธุรกิจด้านความกระตือรือร้นส่งผลทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศบัตรวิชาชีพชั้นสูงต่ำสุด
ค่าสหสัมพันธ์พหุคูรของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงกับคะแนนเฉลี่ยสะสมระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ บุคลิกภาพนักธุรกิจด้านการมองโลกในแง่ดี และด้านความกระตือรือร้นเท่ากับ 0.7376 โดยที่ตัวพยากรณ์ทั้ง 3 ตัวสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงได้ร้อยละ 54.41 มีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์ 0.3424
สมการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี เขียนได้ดังนี้
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน
Z' = 0.6927(Z8) + 0.0814 (Z1) + 0.0772 (Z6)
สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ
Y' = 0.0962 + 0.7847 (X8) + 0.0134 (X1) + 0.0129 (X6)


ตัวอย่างที่ 2

เรื่อง : รายงานการศึกษาระยะแรก (Pilot Study) : การศึกษาลักษณะทางพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการทำงานและการปรับตัวของผู้เข้าทำงานใหม่
ผู้วิจัย : ธีรเดช ฉายอรุณ
ปี : -
หน่วยงาน : ส่วนหนึ่งของการทำปริญญานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ความสัมพันธ์เชิงพยากรณ์ของตัวแปรอิสระที่มีต่อการปรับตัว

ตามทฤษฎีของนิโคลสัน (Nicholson) ที่เสนอไปแล้วนั้น มีความเชื่อว่าตัวแปรอิสระอันประกอบไปด้วยข้อกำหนดของบทบาท (ความมีอิสระ และความแปลกใหม่) การถ่ายทอดทางสังคมในองค์การ (การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน, การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ, การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน) ชนิดของแรงจูงใจ (ความปรารถนาที่จะควบคุม, ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ) และผลของการถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับบทบาท (การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของความมีอิสระ) ส่งผลต่อการปรับตัวทั้งสองชนิด คือการพัฒนาในตัวบุคคลและการพัฒนาบทบาท ดังนั้นในการศึกษาระยะแรก ผู้วิจัยจึงได้ทดสอบแนวคิดของนิโคลสัน โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุ (Multiple Regression) และใช้อิทธิพลของตัวแปรอิสระทั้งหมดโดยไม่มีการตัดออกแต่อย่างใด รายละเอียดของการวิเคราะห์ขอเสนอตามลำดับดังนี้

1. สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม เพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับตัวแปรตามหรือผู้วิจัยวิเคราะห์โดยใช้สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) เป็นดังตารางที่ 17

ตาราง 17 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและการปรับตัวทั้งสองชนิด

ด้านการพัฒนาในตัวบุคคลการพัฒนาบทบาท
ความมีอิสระ
ความแปลกใหม่
การถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับทบาท
การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน
การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ
การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน
ความปรารถนาที่จะควบคุม
ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ
ความภาคภูมิใจในตนเอง
-.27*
.16
-.11
-.24*
-.31*
-.23*
.10
-.11
-.06
.27*
-.02
.11
.25*
.28
-.07
-.07
.02
-.15
* มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตารางพบว่า ตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาในตัวบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความมีอิสระ การถ่ายทอดทางสังคมในองค์การทั้งสามชนิด สำหรับตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาบทบาทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความมีอิสระและการถ่ายทอดทางสังคมแบบการเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน และค่าสหสัมพันธ์ทั้งหมดมีค่าไม่สูงนัก แต่ยังพอเห็นได้ว่าตัวแปรอิสระมีแนวโน้มจะมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับตัวแปรตาม

2. เมตริกซ์สหสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระ เพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวแปรอิสระทั้งหมดมีความเป็นอิสระต่อกันหรือไม่ ผู้วิจัยวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันของตัวแปรอิสระทุกตัว ผลการศึกษาเป็นดังตารางที่ 18

ตาราง 18 แสดงเมตริกซ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ

ด้าน123456789
1. ความมีอิสระ
2. ความแปลกใหม่
3. การถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับทบาท
4. การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน
5. การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ
6. การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน
7. ความปรารถนาที่จะควบคุม
8. ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ
9. ความภาคภูมิใจในตนเอง
1.000
-.004
.316*
.336*
.295*
.45*
-.143
-.424
.132
1.000
.137
-.002
-.193
-.225*
.150
-.105
-.136
1.000
-.042
.027
-.064
.126
-.085
.042
1.000
.656*
.036
-.080
.029
.226*
1.000
-.070
.029
.006
.351*
1.000
-.144
-.333*
.080
1.000
-.055
.359*
1.000
.104
1.000
* มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตารางพบว่า มีตัวแปรที่สำคัญสองตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับตัวแปรอื่นอีกหลายตัว ได้แก่ ความมีอิสระ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับบทบาท เทคนิคการถ่ายทอดทางสังคมทั้งสามชนิด และความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ ตัวแปรที่สองคือความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการถ่ายทอดทางสังคมแบบการเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ และความปรารถนาที่จะควบคุม ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่จะได้นำไปวิเคราะห์เป็นตัวแปรแทรกกลางต่อไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วตัวแปรอิสระจะไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กัน และเพื่อให้การทดสอบข้อตกลงว่าด้วยการไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างตัวแปรอิสระ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ค่าเทอร์เลอร์เรนซ์ (tolerance) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตัดสินว่าชุดของตัวแปรอิสระนั้นมีความสัมพันธ์เชิงเส้นกันอย่างแท้จริงหรือไม่ วิธีการนี้ทำโดยนำตัวแปรอิสระทีละตัวมาเป็นตัวแปรตาม แล้วใช้ตัวแปรอิสระที่เหลือไปเป็นตัวแปรพยากรณ์ ทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ค่าเทอร์เลอร์เรนซ์ (tolerance) มีค่าเท่ากับ 1 - R2 ผลการวิเคราะห์แสดงดังตารางที่ 19

ตาราง 19 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (Multicollinearity)

ตัวแปรอิสระR2Tolerance
ความมีอิสระ
ความแปลกใหม่
การถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับทบาท
การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน
การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ
การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน
ความปรารถนาที่จะควบคุม
ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ
ความภาคภูมิใจในตนเอง
.5131
.2761
.4679
.5578
.2816
.2394
.2960
.2716
.3141
.4869
.7239
.5321
.4422
.7184
.7606
.7040
.7286
.6859

จากตาราง ในการตัดสินใจว่าตัวแปรใดได้รับอิทธิพลจากชุดตัวแปรอิสระที่เหลือมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปพิจารณาจากค่าเทอร์เลอร์เรนซ์ (tolerance) เกณฑ์ที่นิยมใช้คือ ตัวแปรใดมีค่าเทอร์เลอร์เรนซ์ ต่ำกว่า .10 ถือว่าได้รับอิทธิพลจากชุดตัวแปรอิสระด้วยกันเอง (Hair at el. 1995 : 127) และจากการทดสอบพบว่า ตัวแปรอิสระทั้งหมดมีค่าเทอร์เลอร์เรนซ์สูงกว่า .10 ดังนั้นจึงสรุปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระดังกล่าวไม่สูงมากนัก และสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับตัวแปรตามด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณได้

3. การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เพื่อหาความสัมพันธ์เชิงพยากรณ์ระหว่างตัวแปรอิสระทั้ง 9 ตัว และตัวแปรตามซึ่งได้แก่ การปรับตัวทั้งสองชนิด โดยใช้วิธีการ Enter ผลการศึกษาเป็นดังนี้

ตาราง 20 แสดงผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุสำหรับการพัฒนาในตัวบุคคล โดยใช้วิธีการ Enter

ตัวแปรอิสระbt-testSig. t
ความมีอิสระ
ความแปลกใหม่
การถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับทบาท
การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน
การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ
การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน
ความปรารถนาที่จะควบคุม
ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ
ความภาคภูมิใจในตนเอง
-.127
.088
-.098
.003
-.344
-.403
.087
-.201
.033
-1.137
.864
-1.005
.019
-2.730
-1.974
1.017
-2.536
.424
.2581
.3892
.3171
.9846
.0073*
.0501
.3112
.0126*
.6723
R = .5018 ; R2 = .2577 ; F = 4.3624 ; Sig. of F = .0001
* มีอิทธิพลต่อตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตาราง พบว่า เมื่อพิจารณาโดยรวม ตัวแปรอิสระทุกตัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาในตัวบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ค่า Sig. of F น้อยกว่า .05) โดยค่าสหสัมพันธ์พหุมีค่าเท่ากับ .5018 และค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R2) มีค่าเท่ากับ .2577 ซึ่งแสดงว่าตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ 25.77% และเมื่อพิจารณาเป็นรายตัวแปรแล้ว พบว่า การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ และความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเป็นอิทธิพลทางลบทั้งสองตัวแปร

ตาราง 21 แสดงผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุสำหรับการพัฒนาบทบาท โดยใช้วิธีการ Enter

ตัวแปรอิสระbt-testSig. t
ความมีอิสระ
ความแปลกใหม่
การถ่ายทอดทางสังคมก่อนรับทบาท
การเรียนรู้ตามลำดับขั้น vs. การเรียนรู้ไม่เป็นขั้นตอน
การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ
การมอบอำนาจ vs. การถอดถอน
ความปรารถนาที่จะควบคุม
ความปรารถนาที่จะได้รับข้อมูลป้อนกลับ
ความภาคภูมิใจในตนเอง
.168
-.031
.021
-.014
.3101
-.324
-.055
-.077
-.051
1.698
-.349
.242
-.113
2.746
-1.788
-.715
-1.046
-.741
.0923
.7277
.8092
.9101
.007*
.0765
.4758
.2981
.4601
R = .4681 ; R2 = .2192 ; F = 3.4305 ; Sig. of F = .0009
* มีอิทธิพลต่อตัวแปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตาราง พบว่า เมื่อพิจารณาโดยรวม ตัวแปรอิสระทุกตัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการพัฒนาบทบาทได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ค่า Sig. of F น้อยกว่า .05) โดยค่าสหสัมพันธ์พหุมีค่าเท่ากับ .4681 และค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R2) มีค่าเท่ากับ .2192 ซึ่งแสดงว่าตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ 21.92% และเมื่อพิจารณาเป็นรายตัวแปรแล้ว พบว่า มีเพียงตัวแปรเดียวที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามได้คือ การทำให้เป็นแบบอย่าง vs. การเรียนรู้แบบไม่มีตัวแบบ ซึ่งมีอิทธิพลทางบวกต่อการพัฒนาบทบาท


ตัวอย่างที่ 3

เรื่อง : ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและวิธีเผชิญความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชั้นประทวน กองบังคับการตำรวจจราจร
ผู้วิจัย : ปาลชาติ ชาวโพธิ์หลวง
ปี : 2543
หน่วยงาน : ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

age1 = อายุต่ำกว่า 31 ปี
age2 = อายุ 31 - 35 ปี
mar1 = สถานภาพโสด
mar2 = สถานภาพสมรส
mar3 = สถานภาพหย่าร้ายหรือแยกกันอยู่
inc1 = เงินเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท
inc2 = เงินเดือน 5,001 - 10,000 บาท
inc3 = เงินเดือน 10,001 - 15,000 บาท
hom1 = ที่พักอาศัยบ้านพักสวัสดิการทางราชการ
hom2 = ที่พักอาศัยบ้านตนเอง
hom3 = ที่พักอาศัยบ้านญาติ
hom4 = ที่พักอาศัยบ้านเช่า
exp = ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจราจร
per = บุคลิกภาพ
str = ความเครียดในการปฏิบัติงาน

ตอนที่ 4 ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอายุ สถานภาพการสมรส ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจราจร เงินเดือน ที่พักอาศัย บุคลิกภาพ กับความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร

ตาราง 6 ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอายุ สภานภาพการสมรส ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน เงินเดือน ที่พักอาศัย และบุคลิกภาพกับความเครียดในการปฏิบัติงาน

ตัวแปรage1age2mar1mar2mar3inc1inc2inc3hom1hom2hom3hom4expperstr
age1
age2
mar1
mar2
mar3
inc1
inc2
inc3
hom1
hom2
hom3
hom4
exp
per
str
1.000 -.561**
1.000
.299**
.005
1.000
-.167**
.011
-.815**
1.000
-.074
.024
-.157**
-.353**
1.000
.244**
-.135**
.150**
-.168**
.017
1.000
.043
.209**
.089
.072
-.186**
-.541**
1.000
-.203**
-.068
-.208**
.040
.234**
-.147**
-.611**
1.000
-.095
-.095
-.217**
.218**
-.040
.080
-.045
-.051
1.000
-.074
-.015
-.110
.015
.084
.077
-.139**
.119
.353**
1.000
.029
-.043
.027
-.092
.091
-.103
-.112
.216**
-.263**
-.176**
1.000
.151**
.109
.328**
-.243**
-.078
-.056
.230**
-.029**
-.500*
-.335**
-.249**
1.000
-.305**
-.133**
-.167**
.209**
-.098
-.147**
-.178**
.216**
.195**
.141**
-.074
-.242**
1.000
.034
.028
-.019
.083
-.079
.076
.021
-.074
.019
-.041
.001
.045
-.004
1.000
.045
.064
.068
.003
-.091
.175**
-.029
-.064
-.076
-.035
-.005
.080
-.022
.152**
1.000
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 6 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรความเครียดในการปฏิบัติงานโดยรวมทุกด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร กับ inc1 และ per มีค่า .175 และ .152 ตามลำดับ และเป็นค่าที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วน age (อายุ) mar1 mar2 (สถานภาพโสด, สมรส) hom4 (บ้านเช่า) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเครียดในการปฏิบัติงานอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่า mar3 (สถานภาพหย่าร้ายหรือแยกกันอยู่) inc2 (เงินเดือน 5,001 - 10,000 บาท) inc3 (เงินเดือน 10,001 - 15,000 บาท) hom1 (บ้านพักสวัสดิการทางราชการ) hom2 (บ้านตนเอง) hom3 (บ้านญาติ) และ exp (ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน) มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเครียดในการปฏิบัติงานอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ตอนที่ 5 ผลการวิเคราะห์ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยมีความเครียดในการปฏิบัติงานเป็นตัวแปรเกณฑ์และมีตัวแปรอายุ สถานภาพสมรส เงินเดือน ที่อยู่อาศัย ประสบการณ์ และบุคลิกภาพเป็นตัวแปรพยากรณ์ ผลปรากฏดังตาราง 7

ตาราง 7 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนที่มีตัวแปรเกณฑ์คือ ความเครียดในการปฏิบัติงาน

แหล่งความแปรปรวนdfSSMSF
Regression
Residual
2
342
5.66
107.54
2.83
0.31
9.00**
รวม344113.19..
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 7 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า ตัวแปรพยากรณ์กับตัวแปรเกณฑ์ คือ ความเครียดในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถสร้างเป็นสมการพยากรณ์ได้ จึงได้คำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานและคะแนนดิบ รวมทั้งสร้างสมการพยากรณ์ถดถอยพหุคูณ ดังแสดงในตาราง 8

ตาราง 8 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เมื่อใช้ความเครียดในการปฏิบัติงานเป็นตัวเกณฑ์

ตัวแปรพยากรณ์bSEbBetat
เงินเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท (inc1)
บุคลิกภาพ (per)
0.29
0.17
0.09
0.06
0.16
0.14
3.11**
2.64**
R = 0.22 ; R2 = 0.05 ; SE = 0.56 ; a = 3.23
** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากตาราง 8 พบว่า ค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนดิบของเงินเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท และบุคลิกภาพ ส่งผลทางบวกต่อความเครียดในการปฏิบัติงาน มีค่าเท่ากับ 0.29 และ 0.17 ตามลำดัย ส่วนค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.16 และ 0.14 ตามลำดับ โดยเงินเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ส่งผลทางบวกต่อความเครียดในการปฏิบัติงานสูงสุด และบุคลิกภาพส่งผลทางบวกต่อความเครียดในการปฏิบัติงานต่ำสุด
สำหรับค่าสหสัมพันธ์พหุคูณของความเครียดในการปฏิบัติงาน กับเงินเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท และบุคลิกภาพ มีค่าเท่ากับ 0.22 โดยตัวแปรพยากรณ์ทั้งสอง สามารถพยากรณ์ความเครียดในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 5 และมีความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์ 0.56
สมการพยากรณ์ความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชั้นประทวน โดยใช้คะแนนดิบ สามารถเขียนได้ดังนี้
Y'(str) = 0.29(inc1) + 0.17(per) + 3.23
สามารถพยากรณ์ความเครียดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชั้นประทวน โดยใช้คะแนนมาตรฐาน สามารถเขียนได้ดังนี้
Z'(str) = 0.16(Zinc1) + 0.14 (Zper)


กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕