t-test Dependent Samples

ตัวอย่างที่ 1

เรื่อง : โครงการวิจัยชนบทศึกษา : การศึกษาและพัฒนาระดับเชาวน์ปัญญาของนักเรียนประถมศึกษาในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก
ผู้วิจัย : รองศาสตราจารย์อังคณา สายยศ และคณะ
ปี : 2541
หน่วยงาน : ภาควิชาการวัดผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

3. ผลการพัฒนาเชาวน์ปัญญาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้วิจัยได้นำแบบฝึกเชาวน์ปัญญาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุดและชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 ชุด ไปฝึกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนวัดเนินหินแร่ และโรงเรียนวัดพรหมเพชร โดยก่อนทำการฝึกนั้น ได้นำแบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญาสอบก่อนและหลังฝึก เพื่อดูพัฒนาการของเชาวน์ปัญญา ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลในตาราง 5 ดังนี้

ตาราง 5 ผลการฝึกเพื่อพัฒนาเชาวน์ปัญญาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

กลุ่มตัวอย่างnPostPreSDt
sdsd
ป.2
ป.4
33
31
29.3030
29.2903
8.2180
4.8460
18.6364
24.2258
4.0060
6.0980
10.6667
5.0645
7.8960
7.1320
7.76**
3.95**

จากตาราง 5 ปรากฏว่า ก่อนฝึกเชาวน์ปัญญานั้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยเชาวน์ปัญญา 18.6364 และคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.0060 และหลังฝึกเชาวน์ปัญญามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 29.3030 และคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 8.2180 ซึ่งพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 10.6667 คะแนน และคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.8960 ซึ่งเมื่ทดสอบนัยสำคัญแล้วพบว่า หลังฝึกเชาวน์ปัญญามีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นั้น ก่อนฝึกเชาวน์ปัญญามีคะแนนเฉลี่ย 24.2258 มีคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.0980 และหลังฝึกเชาวน์ปัญญามีคะแนนเฉลี่ย 29.2903 มีคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.8460 ซึ่งพบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 5.0645 และมีคะแนนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 7.1320 เมื่อทดสอบนัยสำคัญแล้วพบว่า หลังฝึกเชาวน์ปัญญานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำคัญที่ระดับ .01 เช่นเดียวกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แสดงว่าผลการฝึกเชาวน์ปัญญาทั้งนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 และประถมศึกษาปีที่ 4 ต่างก็มีเชาวน์ปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ตัวอย่างที่ 2

เรื่อง : ผลของการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีต่อความเป็นผู้นำของนักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ
ผู้วิจัย : เรือตรีหญิง สุขวสา จันทร์อินทร์
ปี : 2542
หน่วยงาน : ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลการศึกษาค้นคว้า

ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอข้อมูลที่ได้จากการทดลอง และผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการเปรียบเทียบคะแนนความเป็นผู้นำของนักเรียนนายเรือก่อนและหลังการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดังแสดงในตาราง 3, 4 และ 5

ตาราง 4 เปรียบเทียบความเป็นผู้นำของนักเรียนนายเรือก่อนและหลังการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

การทดสอบNDD2t
ก่อนการทดลอง
หลังการทดลอง
15
15
100.80
104.47
452194.74*
t (0.05 ; df = 14) = 1.761

จากตาราง 4 พบว่า ความเป็นผู้นำของนักเรียนนายเรือ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังจากได้รับการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แสดงว่า การฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียนนายเรือในกลุ่มทดลองมีความเป็นผู้นำเพิ่มขึ้น

ตาราง 5 เปรียบเทียบความเป็นผู้นำรายด้านของนักเรียนนายเรือก่อนและหลังการฝึกการวิเคราะห์ติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

ความเป็นผู้นำSDt
ความมีเหตุผลก่อนการทดลอง10.260.964.52*
หลังการทดลอง11.130.63
ความใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นก่อนการทดลอง12.201.324.04*
หลังการทดลอง12.901.38
ความเป็นตัวของตัวเองในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นก่อนการทดลอง12.401.122.65*
หลังการทดลอง12.701.09
การแสดงความคิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นก่อนการทดลอง12.800.911.47
หลังการทดลอง13.000.75
ความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่นก่อนการทดลอง12.800.831.38
หลังการทดลอง13.000.96
การปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นก่อนการทดลอง12.131.182.09*
หลังการทดลอง12.460.99
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก่อนการทดลอง12.801.471.47
หลังการทดลอง12.931.33
การแสดงความสนใจ ใส่ใจและให้กำลังใจผู้อื่นก่อนการทดลอง15.261.901.47
หลังการทดลอง15.531.68
* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตาราง 5 เมื่อเปรียบเทียบความเป็นผู้นำรายด้านของนักเรียนนายเรือก่อนและหลังการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พบว่า นักเรียนนายเรือที่ได้รับการฝึกการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีความเป็นผู้นำด้านความมีเหตุผล ด้านความใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ด้านความเป็นตัวของตัวเองในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นและด้านการปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเป็นผู้นำด้านการแสดงความคิดและความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น ด้านความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และด้านการแสดงความสนใจ ใส่ใจ และให้กำลังใจผู้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ


กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕